Encyclopidia

MoU คืออะไร เหมือน I love U ไหม? ช่วงนี้เห็นเป็นประเด็นร้อนๆกันเลยหยิบยกมาเขียนซักเล็กน้อย

MoU ย่อมาจาก Memorandum of Understanding แปลเป็นภาษาไทยชัดๆว่า

"บันทึกความเข้าใจ"

เป็นเอกสารที่บันทึกข้อตกลงและความเข้าใจร่วมกันระหว่างบริษัท องค์กร สถาบัน รัฐบาล และประเทศ ตั้งแต่สองฝ่ายขึ้นไป ว่าที่ได้มีการเจรจาพูดคุยกันไปแล้วนั้น เข้าใจตรงกันหรือไม่และตกลงกันตามที่เขียนไว้หรือไม่ เมื่อทั้งสองฝ่ายเห็นตรงกันและยินยอมตกลงร่วมกันแล้วจึงลงนามรับรอง และเก็บไว้เป็นหลักฐานกันฝ่ายละฉบับ

และบอกชัดๆเลยว่า "MoU ไม่ใช่หนังสือสัญญา ที่มีผลทางกฎหมายโดยตรง" เพราะมันถูกสร้างขึ้นมาเพื่อใช้ในกรณีที่ว่า ระเบียบ กฎหมาย หรือรัฐธรรมนูญไม่สามารถรับรองการกระทำได้ หรือ ในขณะนั้นยังไม่ได้ออกระเบียบ กฎหมาย หรือรัฐธรรมนูญ ออกมาเพื่อกรณีนั้นๆ หรือ การเจรจาเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ต้องให้ความรอบครอบและต้องการแก้ไขรายละเอียดจนกว่าจะพอใจทั้งสองฝ่าย จึงต้องมีการทำ บันทึกความเข้าใจ หรือ MOU

เขียนให้ง่ายขึ้นมาอีก MoU ก็คือ

"การ upgrade ขึ้นมาจากสัญญาลูกผู้ชาย(หรือสัญญาเกียรติยศ)"

นั่นเอง... แต่การทำ MoU ในระดับประเทศนั้น จะมีการบันทึกเข้าไปที่องค์การสหประชาชาติ (United Nations) ด้วย

สำหรับการทำ MoU ในระดับประเทศนั้นมีข้อได้เปรียบกว่าการทำสนธิสัญญาคือ
1. โดยสากลรัฐบาลไม่ต้องผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนก่อนก็สามารถทำ MoU ได้เลย
2. บางกรณีที่กฎหมายสากลระหว่างประเทศนั้นไม่รองรับหรือมีผลบังคับใช้ก็สามารถใส่ข้อตกลงเข้าไปใน MoU ได้เพื่อให้มีผลเมื่อเป็นหลักฐานในศาลระหว่างประเทศ
3. MoU สามารถแก้ไขใหม่ได้เมื่อต้องการ และบางกรณีสามารถนำเอาสนธิสัญญามาดัดแปลงลงใน MoU ได้ด้วย




วิธีการเขียน MoU
http://www.fcc.gov/pshs/docs/clearinghouse/DHS-MemorandumOfUnderstanding.pdf
เห็นคนที่รู้จักบางคนเรียนจบมาแล้ว มัวนั่งโทษโชคชะตา โทษโน้นโทษนี่ หารู้ไม่ว่าความผิดพลาดของชีวิตนั้นมันเกิดจากตัวคุณนั่นเองแหละที่สร้างสมความผิดพลาดขึ้นมาทีละเล็กทีละน้อย จนในที่สุดกรรมมันกงกำกงเกวียนตามทัน คิดตั้งตนมีถิฐิใครว่าอะไรกล่าวอะไรก็ปิดหูปิดตาตัวเอง แล้วก็ไปโทษสิ่งแวดล้อม โบ้ยไปหาคนรอบข้าง ได้งานทำแล้วก็ไม่ยั่งยืน เข้ากับเพื่อนร่วมงานหรือเจ้านายไม่ได้ ย้ายงานบ่อย สุดท้ายบอกราวกับว่าชีวิตตัวเองทำไมมันไม่มีอะไรดี

นั่นเพราะคุณสร้างสมสิ่งที่ผิดๆมาในชีวิตคุณ โดยที่คุณอาจจะไม่รู้ตัว

26 อย่านี้... แม้แต่ผมเองยังทำได้ไม่หมดทุกอย่า (ทำได้ก็เทพมาเกิดแล้ว)

อย่านอนตื่นสาย อย่าอายทำกิน
อย่าหมิ่นเงินน้อย อย่าคอยวาสนา
อย่าเสวนาคนชั่ว อย่ามั่วอบายมุข
อย่าสุกก่อนห่าม อย่าพล่ามก่อนทำ
อย่ารำก่อนเพลง อย่าข่มเหงผู้น้อย
อย่าคอยแต่ประจบ อย่าคบแต่เศรษฐี
อย่าดีแต่ตัว อย่าเอาชั่วใส่คนอื่น
อย่าฝืนกฎระเบียบ อย่าเอาเปรียบสังคม
อย่าชมคนผิด อย่าคิดเอาแต่ได้
อย่าใส่ร้ายคนดี อย่ากล่าววจีมุสา
อย่านินทาพระพุทธเจ้า อย่าขลาดเขาเมื่อมีทุกข์
อย่าสุขจนลืมตัว อย่าเกรงกลัวงานหนัก
อย่าพิทักษ์พาลชน อย่าลืมตนเมื่อมั่งมี


ที่เน้นตัวแดงไว้หากท่านใดคิดว่าชีวิตมันบัดซบหาดีแทบไม่ได้ ผ่านหลุดมาอ่านก็ลองเอาไปปรับๆใช้ๆดูนะครับ

อีกประการหนึ่งคือ พ่อ-แม่ เหมือนพระในบ้าน การที่คิดไม่ดีต่อท่านทั้งสองก็เป็นบาปอย่างนึงที่คุณสร้างสมไว้แล้ว การเลี้ยงลูกหรือการสอนสั่งลูกอาจจะไม่เหมือนกันทุกครอบครัว แต่ความห่วงใยนั้นมากมายเหมือนๆกันทุกครอบครัวแน่นอน การเอาท่านมาว่าลับหลังเอย การคิดแค้นเอย การให้ร้ายเอย นั่นก็เป็นกรรมที่ทำให้ชีวิตท่านอัปปางเช่นกัน คนอื่นจะคิดยังไง"ขนาดพ่อแม่ตัวเองมันยังไม่รักเล๊ย แล้วเราเป็นคนอื่นมันจะรักเราจริงเร้อ มันจะรักองค์กรเราจริงเร้อ" ฯลฯ

เมื่อท่านกตัญญูพ่อแม่แล้ว อีกคนนึงที่ต้องกตัญญูให้จงหนักพอๆกับพ่อแม่คือครูอาจารย์ จริงๆแล้วครูอาจารย์ไม่ได้หวังว่าลูกศิษย์จะมาตอบแทนอะไรหรอกครับ หลายท่านก็ออกจะเป็นห่วงลูกศิษย์ตัวเองด้วยซ้ำว่าจะไปรอดหรือเปล่า หากคุณๆมีเวลาว่างก็ลองแวะเวียนไปพบหรือเยี่ยมอาจารย์บ้างนะครับ เชื่อเถอะว่าอาจารย์ท่านจะดีใจมากๆเลยทีเดียว

การแวะเวียนไปหาอาจารย์นี่ไม่ใช่มีเรื่องจะให้เขาช่วยแล้วแวะไปหานะครับ ไม่ถึงกับต้องไปสม่ำเสมอ แต่ในโอกาสพิเศษก็ไปเยี่ยมเยียนหรือโทรศัพท์คุยทุกข์สุขบ้างก็ได้ ถ้าท่านทำได้ชีวิตท่านก็จะมีคนสนับสนุนเพิ่มขึ้นอีกมากมายเลยทีเดียว



เอาเท่านี้ก่อนล่ะกันครับ หวังว่าคงได้มีโอกาสมาอ่านนะครับ :)

## ผมเองก็ยังไม่ประสบความสำเร็จในชีวิตดังที่หวังไว้นะครับ แต่กำลังพยายามอยู่

อวดโต๊ะทำงานของตัวเองหน่อยว่ารกขนาดไหน เผื่อมีคนคิดถึง


สภาพมันก็เป็นดังนี้แหละครับมี Printer แบบสแกนกับถ่ายเอกสารได้ด้วย ด้านบนเครื่อง Printer ก็เอาไว้วาง Notebook เครื่องเก่า (เอาไว้โหลด bit กับเล่น mIRC) เปิดเครื่องค้างไว้ตลอด จริงๆเครื่องนี้จอภาพเสียแล้ว ดูจากอาการคิดว่าเป็นที่ inverter ของจอ LCD มันเสื่อม วิธีการใช้งานคือการ Remote เข้าไปใช้งาน ถัดออกมาด้านหน้าอีกก็กองเอกสารกับ Pocket PC Phone แล้วก็โทรศัพท์มือถือ ยาทาแก้ปวดกล้ามเนื้อแบบ stick แล้วก็ปากกา stylus ไว้เซนต์เอกสารออนไลน์ ส่วนทางซ้ายมือก็จะเป็น MacBook รุ่นเกือบล่าสุดแถมตัวท๊อปด้วย (ตอนหลังโดน Apple หลักหลังเปลี่ยนเป็น MacBook Pro ทำให้คำว่า Pro มันหายไปจากขอบจอเครื่องเรา) ด้านหลังเครื่องก็วางลำโพงกิ๊กก๊อกของ Logicool ส่วนขอบโต๊ะนั่นเอาเทปผ้าปิดไว้สำหรับป้ายคราบน้ำยาลบคำผิดที่ปลายหลอดเวลาใช้เสร็จ (ถ้าไม่เช็ดให้สะอาดเวลาใช้ครั้งต่อไปมันจะติดเป็นก้อนๆออกมาด้วย)

จริงๆแล้วเครื่อง Notebook นั่นพับเก็บใส่กระเป๋าหาโอกาสเอาไปซ่อมที่ไทยอยู่ แต่ไม่สบโอกาสซักที พอดีมีเรื่องสนุกๆใน internet เลยเอาออกมาใช้งานซะเลย (แม้จะทำงานเป็นเรื่องเป็นราวไม่ได้ก็ตาม เพราะจอเสีย)



ไอ้ข้างบนนั้นเป็นออเดริฟ เอาไว้รองท้องก่อนเมนดิส...

จริงๆเรื่องที่จะมาเขียนวันนี้คือเรื่องเกี่ยวกับการใช้ TAG ในการเขียนบล๊อก ตอนแรกคิดว่าจะไม่เขียนเพราะคงไปก้าวก่ายเรื่องของคุณแชมป์ (ณ exteen) และสมาชิกท่านอื่น เลยลังเลอยู่เป็นเวลา 10 นาทีก่อนตัดสินใจเขียน(สด) เพราะคิดๆดูว่าถ้าไม่ร่วมสร้างสังคมและนิสัยการใช้งาน Blog ที่ดีแล้วมันจะเห็นแก่ตัวไปหน่อย สุดท้ายเลยใจอ่อน

คือจริงๆแล้วเนี่ยจากการสังเกตุการใช้งาน Tag ของบรรดา Bloger ทั้งหลายจะพบปัญหาคือ ไม่รู้จุดประสงค์แท้จริงของการมี Tag และไม่รู้ว่าจะใช้ Tag ให้เกิดประโยชน์ได้ยังไง สุดท้ายแล้วมันก็เลยกลายเป็น Tag ลูกอีช่างมั่ว คือ เขียนมันไปเรื่อย บางคนเขียนเพื่อความสะใจ บางคนระบายอารมณ์ใส่ สุดท้ายเลยกระจัดกระจายกันไปคนละทิศละทาง

ถ้าสังเกตุการเขียนบล๊อกของบล๊อกเกอร์ที่เป็นบล๊อกเกอร์จริงๆ เขาจะใช้ Tag ค่อนข้างน้อยและซ้ำๆครับ นานๆทีหรือจนด้วยเนื้อหาจริงๆ เขาจึงจะเปิด Tag ใหม่ขึ้นมาเพื่อรองรับเนื้อหาที่เขาเขียน บางครั้งเขาก็เอาคำสำคัญในบทความนั้นมาใช้เป็น Tag


ภาพนี้เป็นตัวอย่างของการเขียน Tag ของบล๊อกผมเองครับ สังเกตุว่าใช้คำซ้ำบ่อยมาก และพยายามใช้คำสำคัญให้มากที่สุด แต่ก็ขอยอมรับว่ายังเลือกคำสำคัญบางคำออกมาไม่ดีเท่าที่ควร ตัวอย่างเช่นคำว่า "หมอน" ซึ่งไม่ใช่คำที่จะมีคนเรียกดูบ่อยๆเลย และเป็นคำที่คนไม่ได้จะนึกถึงด้วยว่ามันจะเป็น Tag ได้ (เว้นเสียแต่บล๊อกคุณจะขายหมอนเป็นหัวเรื่องบ่อยมาก เขียนกี่ทีก็เล่าถึงหมอน จนคำว่าหมอนกลายเป็นคำสำคัญสำหรับบล๊อกคุณ) ส่วนคำว่า"สะสมแต้ม"นั้นผมเขียนถึงค่อนข้างบ่อยขึ้น เลยเลือกมาเป็นคำสำคัญ (สำหรับคนอื่นอาจไม่สำคัญ)

## ต้องขอออกตัวอีกครั้งนะครับว่าผมไม่ใช่บล๊อกเกอร์ และถึงจะเป็นก็คงไม่ใช่บล๊อกเกอร์ที่ดีนัก ##

สาเหตุที่แนะนำว่าควรจะใช้คำสำคัญในการเขียน Tag คือ ความสะดวกในการสืบค้น และเพิ่มโอกาสให้คนรู้จักบล๊อกคุณมากขึ้นครับ ยกตัวอย่างง่ายๆ ถ้านาย A อยากจะไปเที่ยวญี่ปุ่นเขาจะคิดถึงคำอะไรเป็นคำแรกในการสืบค้นครับ แน่นอนว่าต้องเป็นคำว่า "ญี่ปุ่น" หรือ "Japan" แน่ๆ จากนั้นเขาก็จะเลือกหาจาก Tag "ญี่ปุ่น" หรือ "Japan"

แล้วถ้าคุณเขียน Tag ด้วยคำว่า "เกาะกลางทะเลสนุกจริง" หรือใช้ภาษาวิบัติในการเขียนว่า "ยี่ปุ่ง" หรือ "เมพขริงๆ" ฯลฯ พวกนี้เชื่อเถอะครับว่านาย A หาบล๊อกคุณไม่เจอแน่ๆ และสุดท้ายบล๊อกคุณพอผ่านวันเวลาไปบทความนั้นก็จะกลายเป็นสิ่งนอกสาระบบ (หรือไม่ก็นอกจาก Search engine จะฟลุ๊กเจอบล๊อกคุณ)

ความเป็นกลุ่มก้อนของบทความก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากการใช้ Tag ที่ถูกวิธีครับ บางครั้งสิ่งที่คุณเจอมามันอาจจะไม่ใช่ที่ถูกต้องหรือถูกใจคนอื่นๆนัก เมื่อมีการเรียก Tag ขึ้นมาดูคนเรียกดูจะได้เจอบทความของคนอื่นมาใช้ในการอ่านเปรียบเทียบ ข้อมูลก็จะได้รับการเปรียบเทียบความถูกต้องและถูกใจด้วย ยกตัวอย่างเช่นถ้าคุณ B จะไปเล่นสกีที่ญี่ปุ่น แต่ไม่รู้ว่าจะไปเล่นที่ไหนดีเลยค้น Tag ที่ชื่อว่า "สกี" แล้วเจอบทความออกมาเพียบเลย เลยได้ดูว่าสถานที่แต่ล่ะที่เป็นยังไงเปรียบเทียบกันไปตามความชอบส่วนตัว และถ้าเกิดดันมีคนสะเหร่อเขียนว่าให้ไปเล่นสกีที่โอกินาวะขึ้นมา คุณ B ก็จะรู้ว่าไอ้นี่แม่งโม้แหลก มั่วสะบัดมาแน่ๆ

และสิ่งที่จะได้ตามมาอีกอย่างคือ ความเป็นระเบียบเรียบร้อยในบล๊อกของคุณเอง ถ้าคุณใส่ Tag แบบลูกอีช่างมั่วขอให้ได้ใส่เถอะ เขียน 100 เรื่อง Tag ไม่ซ้ำกันเลยทั้ง 100 เรื่อง อันนี้ถือว่าบล๊อกคุณนี่จับฉ่ายมาก ไม่เจ้าของบล๊อกเป็นพวกจับฉ่าย ก็บล๊อกนั่นแหละที่จับฉ่าย เวลาคุณจะค้นข้อมูลหรือคนอื่นมาค้นข้อมูลมันก็ยุ่งเหมือนหม้อจับฉ่ายนั่นแหละครับ


เอาเท่านี้ก่อนครับ ที่ญี่ปุ่นตีหนึ่งกว่าแล้วขอตัวไปอาบน้ำนอนก่อนล่ะ

อ่อเมนดิสแล้วก็ต้องมีของหวาน

หลายคนคงไม่ทราบว่าสมัยเรียนมัธยมผมเคยโดนอาจารย์ฝ่ายปกครองของโรงเรียนเรียกไปคุยเรื่องสีผม (เนื่องจากแกคิดว่าผมไปทำสีผมมา) กว่าจะให้แกเข้าใจได้ว่าแม่ให้ม๊า แม่ให้มา ก็ต้องให้แกส่องหัวอยู่พักใหญ่ๆเหมือนกัน สุดท้ายเรื่องก็จบเห่ลงได้ด้วยดี.... สาเหตุที่เพิ่งโดนตอนมัธยมเพราะว่าผมยาวได้ระยะแล้วมันเลยเห็นชัดขึ้น ถ้าสั้นๆเกรียนๆมันคงเห็นไม่ชัดเท่าไหร

ภาพนี้ถ่ายในห้องสัมนาหลอดไฟมันเลยหลอกตานิดหน่อย ถ้าออกไปกลางแดดจะแดงกว่านี้


## สุดท้ายนี้หวังว่าบทความนี้คงได้ผ่านตาคนหลายๆคนนะครับ ก่อนที่มันจะหล่นหายไปจาก update list ของหน้าแรก


Oinari-sama
View full profile